ประวัติศาสตร์ไทย : 2455 : กบฎ ร.ศ.130

ประวัติศาสตร์ไทย : 2455 : กบฎ ร.ศ.130

กบฎ ร.ศ. 130 ถือเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2455 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สาเหตุเกิดจากนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจต่อการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการบริหารราชการของพระมงกุฎเกล้า

ที่มา
ยุคนั้น กองทัพเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินมากที่สุดตลอดรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศจึงพุ่งสูงขึ้นจากการขยายขนาดกองทัพ และการจัดระเบียบราชการ คิดเป็นร้อยละ 24.3 ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาประเทศด้านเกษตรกรรม การศึกษา และการพาณิชย์ คิดเป็นเพียงร้อยละ 3.2, 2.6 และ 0.1 ตามลำดับ  อีกทั้งขุนนางสมัยนั้นก็ยังมี อคติต่อการรับเงินทุนและให้สัมปทานกับต่างประเทศ ทำให้เงินทุนในยุคนั้นมีน้อย

กลุ่ม อนาคิช 
สภาวะข้างต้นก่อให้เกิด "สมาคมอานาคิช" (Anarchist) ที่เป็นการรวมตัวกันของเหล่าทหารหนุ่มจำนวนประมาณ 900-1,000 คน ต้องการให้กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย เหมือน ประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ  โดยตอนนั้น ประเทศจีนกำลังมี การปฎิวัติ ซินไฮ่ เพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิงเช่นกัน โดยเกิดขึ้นในปี 2454 ก่อนปี ร.ศ. 130 เพียง 1ปี 

คนเหล่านี้ มองว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั้นเป็นต้นเหตุ โดยเฉพาะ ความที่พระมงกุฎเกล้าทรงโปรดการเล่นโขนเล่นละคร และมีความใกล้ชิดกับเหล่ามหาดเล็ก ทำให้มหาดเล็กเป็นหน่วยราชการที่เติบโตรวดเร็วกว่าข้าราชการหน่วยอื่น แต่ละปีมีมหาดเล็กได้เลื่อนบรรดาศักดิ์มากกว่า นายทหาร ข่าวการพระราชทานเงินถุงวันเกิดจำนวน 100 ชั่งให้แก่เจ้าพระยารามราฆพ ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากทหารว่า  "พระเจ้าแผ่นดินรักคนใช้มากดีไหม...ให้เงินทีตั้ง 100 ชั่ง หมายความว่ากระไร... พระเจ้าแผ่นดิน เอาแต่เล่นโขน เอาเงินมาสร้างบ้าน ซื้อรถให้มหาดเล็ก...ทำไมพระราชาองค์นี้จึง โปรดมหาดเล็ก แต่ผู้หญิงไม่ชอบเลย"

พระมงกุฎเกล้าทรงทราบดีว่าพระองค์ขาดความนิยมในหมู่ข้าราชการ จึงทรงก่อตั้ง "กองเสือป่า" ขึ้นในปี พ.ศ. 2454 เพื่อขยายเครือข่ายราชสำนักเข้าไปสู่ ระบบราชการ เป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อให้กษัตริย์สามารถเชื่อมต่อกับข้าราชการโดยตรง  โดยอ้างว่าเป็นกำลังหนุนให้กองทัพ แต่เสือป่ากลับกลายเป็นสถาบันที่เบียดเบียนทั้งบทบาทและงบประมาณกองทัพ 

การซ้อมรบระหว่างกองเสือป่ากับกองทัพ ก็หาได้เป็นการฝึกความชำนาญการรบอย่างจริงจัง เป็นไปเพื่อสร้างความสำราญให้แก่พระมงกุฎเกล้าที่ทรงคุมกองเสือป่าหลวงและชนะอยู่เสมอ แถมในช่วงแรก อาวุธของกองเสือป่า ก็ถึงกับต้องยืมจากกองทัพบก ต่อมาจึงใช้เงินพระคลังข้างที่จัดซื้อ การเพิ่มขึ้นของเสือป่าได้แทรกแซงระบบราชการ มีการเรียกข้าราชการที่เป็นสมาชิกเสือป่าไปซ้อมรบทำให้ขาดจากงานราชการปกติ หรือการใช้งบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนเสือป่า

เอกสารที่เขียนโดยร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ "บันทึกเรื่องความเสื่อมทรามและความเจริญของประเทศ" ได้ระบุไว้ว่า:

คนสอพลอนั้นมีอยู่ 2 จำพวก จำพวกหนึ่ง ทำการให้กษัตริย์โดยตรง ดังเช่น ข้าทาส แลพวกบริวารของกษัตริย์เป็นต้น อีกจำพวกหนึ่งนั้นถึงแม้ว่าจะมีหน้าที่ตั้งแต่งให้ทำงานสำหรับรัฐบาลก็จริง แต่เอาเวลาไปใช้ในทางสอพลอเสียหมด

ส่วนการที่ออฟฟิศนั้น ถึงแม้ว่าจะบกพร่องแลเสียหายอย่างไรก็ไม่ต้องคิด ขอแต่ให้ได้ใกล้ชิดกลิ้งเกลือกอยู่กับฝ่าบาทก็แล้วกัน ความดีความชอบจะไปข้างไหนเสีย ประเดี๋ยวได้ลาภประเดี๋ยวได้ยศ ฝ่ายพวกที่มัวหลงทำการอยู่ยังออฟฟิซก็ต้องอดโซไปตามกัน บางคนก็ติเตียนว่าคนเหล่านี้โง่ ไม่รู้จักหาความดีความชอบใส่ตัว มัวนั่งมุดหัวอยู่แต่ที่ออฟฟิซ

ข้อความข้างต้นสะท้อนความคับแค้นที่มีต่อเหล่าข้าราชสำนักเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเขียนวิจารณ์ความชั่วร้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ว่า:

กษัตริย์จะกระทำการชั่วร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดก็ทำได้ เพราะไม่มีใครขัดขวาง กษัตริย์จะกดขี่แลเบียดเบียนราษฎรให้ได้ความทุกข์ยากด้วยประการหน่งประการใดทุกอย่าง ราษฎรที่ไม่มีความผิดกษัตริย์จะเอามาเฆี่ยนตีหรือฆ่าฟันแลจองจาได้ตามความพอใจ ทรัพย์สมบัติแลท่ดินของราษฎรนั้นกษัตริย์จะเบียดเบียนเอามาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวได้โดยไม่มีขีดขั้น เช่นอย่างไล่ที่ทำวังเป็นต้น เงินประโยชน์สำหรับแผ่นดินที่เก็บได้มานั้น กษัตริย์จะรวบรวมเอามาบำรุงความศุขแลความรื่นเริงในส่วนตัวส่วนพระญาติวงษ์หรือกอบโกยให้ข้าทาสบ่าว แลเอามาบำเรอพวกประจบประแจงสอพลอมากน้อยเท่าใดก็ได้โดยไม่มีขีดขั้น เพราะฉน้นเงินที่ใช้ในการบำรุงบ้านเมืองจึงไม่มีเหลือ[6]

เหตุเฆี่ยนตีที่ระบุในเอกสารดังกล่าว เกิดขึ้นในสมัยที่พระมงกุฎเกล้ายังทรงดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ที่เมื่อทหารชั้นนายดาบคนหนึ่งสังกัดกรมทหารราบที่ 2 แต่งนอกเครื่องแบบออกไปเที่ยวแถวสะพานมัฆวานฯ แล้วเกิดผิดใจกับมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมฯเกี่ยวกับแม่ค้าขายหมาก ถูกมหาดเล็กตีศีรษะ จึงวิ่งไปรายงาน ร้อยเอกโสม ผู้บังคับกองร้อย ขณะเดียวกันมหาดเล็กคนนั้นก็ยังตามไปร้องท้าอยู่หน้ากรม ร้อยเอกโสมกับนายดาบผู้ถูกตีและยังมีนายร้อยตรีอีกคนจึงออกไปหักกิ่งต้นก้ามปูหน้ากรมไล่ตีมหาดเล็กผู้มาร้องท้า ขณะที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นพลทหารอีกสองคนมาเห็นเข้าจึงเข้าสมทบด้วย มหาดเล็กสู้ไม่ได้จึงวิ่งหนีเข้าวังปารุสไปทูลฟ้องสมเด็จพระบรมฯ จึงทรงรับสั่งให้ผู้บังคับการกรมสอบสวน ร้อยเอกโสมก็รับสารภาพ พระองค์จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูนพระบรมชนกให้ทรงเฆี่ยนหลังทหารเหล่านั้น แต่พระบรมชนกไม่ทรงเห็นชอบ ทั้งเจ้านายผู้ใหญ่หลายพระองค์ เช่น กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะการเฆี่ยนหลังเป็นจารีตนครบาลที่เลิกใช้ไปแล้ว ควรใช้กฎหมายอาญาที่ประกาศใช้อยู่ แต่สมเด็จพระบรมฯไม่ยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงจำพระทัยต้องอนุมัติให้เฆี่ยนตามที่ทูลขอ ปรากฏว่าคนถูกเฆี่ยนหลังเลือดอาบ ร้อยเอกโสมถึงกับสลบคาขื่อ เรื่องนี้สร้างความกระเทือนไปทั้งหน่วยทหารในพระนคร นักเรียนนายร้อยทหารบกหยุดเรียนเพื่อประท้วง กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ต้องพยายามปลอบโยนและไกล่เกลี่ยเรื่องจึงสงบลงได้ แต่ในใจนั้นเป็นความขมขื่นของทหารหลายคน

เหตุการณ์
คณะผู้ก่อการได้รวมตัวกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2455 (หากนับแบบเก่าจะเป็น 2454) ประกอบด้วยผู้ร่วมคณะเริ่มแรกจำนวน 7 คน คือ 

ร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ เป็นหัวหน้า (เหล็ง ศรีจันทร์)

ร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ สังกัดกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

ร้อยตรีจรูญ ษตะเมษ สังกัดกองปืนกลรักษาพระองค์

ร้อยตรีเนตร พูนวิวัฒน์ สังกัดกองปืนกลรักษาพระองค์

ร้อยตรีปลั่ง บูรณโชติ สังกัดกองปืนกลรักษาพระองค์

ร้อยตรีหม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร สังกัดโรงเรียนนายสิบ

ร้อยตรีเขียน อุทัยกุล สังกัดโรงเรียนนายสิบ

และมีการประชุมอีกหลายครั้ง ที่สุดคณะผู้ก่อการวางแผนจะก่อการในวันที่ 1 เมษายน อันเป็นวันขึ้นปีใหม่สู่ พ.ศ. 2455 และเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ผู้ที่จับสลากว่าต้องเป็นคนลงมือลอบปลงพระชนม์ คือ ร้อยเอกหลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนำความไปแจ้งหม่อมเจ้า พันธุ์ประวัติ ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ และพากันนำความไปแจ้ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งพระองค์พิโรธมาก ถึงกับจับคณะผู้ก่อการโยนใส่ห้องขังและกระชากอินทรธนูที่ติดอยู่บนเครื่องแบบที่บ่าด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง

ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม คณะทั้งหมดจึงถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษที่สร้างขึ้นใหม่ ถูกศาลทหารพิพากษาให้ประหารชีวิต 3 คน จำคุกตลอดชีพ 20 คน และจำคุกนานลดหลั่นกันตามความผิด โทษที่น้อยคือจำคุกมีกำหนด 12 ปี ในข้อหาว่าจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครองของพระราชอาณาจักรและทำการกบฏประทุษร้ายพระเจ้าแผ่นดิน

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ความผิดของพวกเขาเหล่านี้มี "ข้อสำคัญที่จะกระทำร้ายต่อตัวเรา เราไม่ได้มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อพวกนี้ เห็นควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเป็นอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินจะยกให้ได้" ดังนั้น ผู้ที่มีชื่อถูกประหารชีวิต 3 คน จึงได้รับการลดโทษลงมาเป็นจำคุกตลอดชีวิต และผู้ที่มี่ชื่อถูกจำคุกตลอดชีวิต 20 คนให้ลดโทษลงมาเหลือจำคุก 20 ปี อีก 68 คนซึ่งมีโทษจำคุกต่างกันนั้น ให้รอการลงอาญาไว้

คณะผู้ก่อการทั้งหมด 23 คนได้รับพระราชทานอภัยโทษในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ครบรอบปีที่ 15 ของการครองราชย์

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประวัติศาสตร์ไทย : 2501 : ซีอุย แซ่อึ้ง Hannibal เมืองไทย